สารจากนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย กันยายน 2564

ขอต้อนรับสู่ฉบับกันยายน 2564 กาลเวลาถูกโควิดขโมยไปเสียห้าเดือนนับจากฉบับที่แล้วในเดือนมีนาคม ต้องยอมรับว่าของเขาแรงจริงๆ ระลอกก่อนๆ ว่าหนักแล้วยังผ่านกันมาได้ไม่ยาก แต่ครั้งนี้หนักชนิดต้องเพิ่มมาตรการล็อคดาวน์กันหลายรอบจึงจะเริ่มเอาอยู่ แต่ก็เป็นนิวนอร์มัลที่ฝ่ายบริหารโบกธงขาวให้ประชาชนทำใจ ส่วนพวกเราเขามองไม่เห็นหัวเท่าไร จึงจำทนต้องตรากตรำงานหนักยืดเยื้อยาวนานกันต่อไป จนกว่าจะติดเชื้อเป็นวงกว้างหรือได้รับการฉีดวัคซีนเป็นวงกว้าง แล้วแต่ว่าอะไรจะเร็วกว่ากัน

ในเมื่อต้องยอมรับสภาพแบบนี้กันจริงจังแล้ว จะมัวงอมืองอเท้าก็ใช่ที่ คณะกรรมการสมาคมจึงได้วางแผนรื้อฟื้นกิจกรรม Clinical Pearl แบบฟูลออนไลน์ขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่ผิดพลาดน่าจะจัดได้ในวันที่ 15 ต.ค. 2564 โดยมีรพ.พระมงกุฎเป็นเจ้าภาพ สำหรับปีการศึกษา 2564 นี้ มีเฟลโลว์ใหม่เข้ามารวม 29 คน โดยได้รับโควต้าฝึกอบรมจากแพทยสภาเพิ่มเป็นกรณีพิเศษติดต่อกันปีที่สอง และถ้าไม่มีอะไรต้องสะดุดเสียก่อนปีการศึกษาหน้าคงมีอีกเช่นเดิมเป็นสามปีรวด แม้จะมีกำลังคนทำงานเพิ่มขึ้น แต่เนื้อหาการเรียนรู้ส่วนที่ไม่เกี่ยวกับโควิดต้องหดแคบลงไป รวมถึงทักษะการทำหัตถการเฉพาะวิชาชีพที่ลดลง เป็นการสูญเสียทางการศึกษาที่ประเมินค่าไม่ได้ และฝ่ายนโยบายซึ่งมีหน้าที่ควบคุมโรคก็คงคิดเรื่องพวกนี้ไม่เป็นเสียด้วย

 สำหรับการประชุมประจำปี 2564 ซึ่งเลื่อนครั้งที่สองไปเป็นวันที่ 27-29 พฤษภาคม ก็มีอันต้องพับไปอีก แต่คณะกรรมการฯ ก็ไม่ได้ท้อถอย  วางแผนจะจัดประชุมทั้งประจำปีและกลางปี 2564 ควบกันแบบออนไลน์ ในระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม คอยติดตามโปรแกรมและความคืบหน้าของงานประชุมจากช่องทางการสื่อสารต่างๆ ของสมาคมกันได้

ไม่น่าเชื่อว่าประเทศของเราจะมีผู้ป่วยโควิด-19 รวมกันถึงล้านคนภายในเวลาไม่ถึงสามเดิอน ต้องยอมรับว่าเชื้อสายพันธุ์เดลต้ามีส่วนสำคัญอย่างมาก ถ้าไม่นับความโลเลเหลาะแหละของฝ่ายนโยบายที่ผู้คนเอือมระอากันเต็มทีแล้ว ที่พอรอดกันมาได้ก็เพราะภาคการแพทย์และภาคประชาชนดิ้นรนกันเองเสียเป็นส่วนใหญ่  ในโอกาสที่สมาชิกของเราได้มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยจำนวนมากมายมหาศาล หากท่านใดสนใจรวบรวมข้อมูลทั้งในระหว่างการรักษาในโรงพยาบาล และการติดตามภายหลังจากจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ถ้าต้องการการสนับสนุนใดจากสมาคมขอให้ติดต่อมาได้ 

ขอปิดท้ายฉบับนี้ด้วยคำสอนที่คัดลอกและดัดแปลงมาจากหนังสือ “อมฤตพจนา พุทธศาสนสุภาษิต” โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ความว่า

 ความไม่รู้ เป็นมลทินที่สุดร้าย เมื่ออ่อนปัญญา ช่องทางวิบัติก็เกิดได้มหันต์ แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า

Leave a comment

Your email address will not be published.


*