สารเฉพาะกิจจากนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ เรื่อง ได้เวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องใส่ใจคุณภาพอากาศ

รองศาสตราจารย์นายแพทย์นิธิพัฒน์ เจียรกุล
นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

27 ตุลาคม 2563

สถานการณ์มลพิษในอากาศจากฝุ่น PM2.5 ของประเทศไทยเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อย่างเข้าฤดูหนาว แม้ปีนี้จะเริ่มต้นช้ากว่าปีก่อนและอาจรุนแรงน้อยกว่าอันเป็นผลจากวิกฤตโควิด-19 หลังจากที่สมาคมอุรเวชช์ฯ ได้รณรงค์สาธารณะในเรื่องนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ปัจจุบันสังคมมีความตื่นตัวมากขึ้น เห็นได้จากการสนใจรายงานและติดตามคุณภาพอากาศ การใส่หน้ากากป้องกันเมื่อคุณภาพอากาศแย่ลง รวมไปถึงเสียงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันดำเนินการเพื่อลดแหล่งกำเนิดต้นตอ และที่สำคัญคือการผลักดันให้การแก้ไขปัญหามลพิษในอากาศเป็นวาระแห่งชาติ

ในปี พ.ศ. 2549 องค์การอนามัยโลกได้แนะนำมาตรฐานค่าเฉลี่ย PM2.5 ในรอบ 24 ชั่วโมงไว้ที่ไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบม.) แต่ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านของแต่ละประเทศ ให้เริ่มจากระยะเปลี่ยนผ่านที่หนึ่งคือ 75 ระยะที่สองคือ 50 และระยะที่สามคือ 37.5 มคก./ลบม. ตามลำดับ สำหรับประเทศไทยปัจจุบันยังเลือกใช้ค่าระยะเปลี่ยนผ่านที่สองคือ 50 มคก./ลบม. อยู่ โดยใช้เทียบเคียงเป็นดัชนีคุณภาพอากาศ (air quality index, AQI) เท่ากับค่า 100 เป็นระดับเตือนภัย และใช้สีส้มเป็นสัญลักษณ์

แต่เมื่อปีที่แล้วได้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่รวบรวมจากเมืองใหญ่ 499 แห่งทั่วโลกระหว่างปี พ.ศ. 2529-2558 พบว่าอัตราตายรายวันจากทุกสาเหตุจะเพิ่มขึ้นเร็วในช่วงค่าเฉลี่ย PM2.5 ในรอบ 24 ชั่วโมงระหว่าง 15-75 มคก./ลบม. ทำให้นานาประเทศต้องกลับมาทบทวนมาตรการภายในของตัวเองกันอย่างจริงจังขึ้น

ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจะปรับลดระดับการเตือนภัยเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านที่สามคือ ค่าเฉลี่ย PM2.5 ในรอบ 24 ชั่วโมงเกิน 37.5 มคก./ลบม. เพื่อสงวนชีวิตของประชาชนทั่วไปและโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคเรื้อรัง (ปอด หัวใจ สมอง และไต)


Leave a comment

Your email address will not be published.


*