สารเฉพาะกิจจากนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ เรื่อง แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรเพื่อไม่ให้มีวิกฤตโควิด-19 รอบที่สอง

นิธิพัฒน์ เจียรกุล
นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
23 เมษายน 2563

จากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นมา จนสถานการณ์ถึงขั้นวิกฤตในช่วงก่อนปลายเดือนมีนาคม ที่มีผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ในกรุงเทพและปริมณฑลจำนวนมาก จนเตียงไอซียูที่เตรียมไว้รองรับเกือบถูกใช้ไปหมด แต่หลังจากที่ภาครัฐออกมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวด ส่วนภาคประชาชนก็ร่วมกันดำเนินมาตรการทางสังคมอย่างเข้มแข็งมาก่อนหน้าแล้ว ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยค่อย ๆ ลดลงจนอยู่ในระดับที่ถือว่าควบคุมการระบาดได้ดีในปัจจุบัน จึงจำเป็นที่จะต้องเริ่มผ่อนคลายมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคม เพื่อกลับไปสู่การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ที่จะช่วยลดการสูญเสียในเชิงเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ยังคงสามารถควบคุมการแพร่กระจายเชื้อในชุมชนอย่างช้า ๆ จนกว่าจะจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้ได้เพียงพอหรือจนกว่าประชากรส่วนใหญ่เริ่มมีภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

สมดุลใหม่ของการใช้ชีวิตนี้ ภาครัฐและภาคประชาชนจะต้องร่วมมือกันเพื่อไม่ให้ต้องเผชิญวิกฤตโควิด-19 รอบที่สองประกอบด้วย

  1. การเคร่งครัดในการรักษาระยะห่างทางกายภาพ (physical distancing) โดยต้องไม่มีการอยู่รวมกันของประชาชนหนาแน่นเกินกว่า 1 คนต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ศูนย์การค้า ระบบขนส่งมวลชน สถานศึกษา การประชุมหรือการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมาก เช่น เกินกว่า 50 คนขึ้นไป เป็นต้น
  2. ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้งเมื่อออกนอกที่พัก และสวมใส่ถ้าพื้นที่ในที่พักอยู่กันแออัด หรือสวมใส่ทุกครั้งเมื่อเป็นหวัด
  3. หมั่นล้างมือบ่อย ๆ เมื่ออยู่ในที่พัก และทำความสะอาดมือทุกครั้งที่จับต้องวัตถุเมื่อออกนอกที่พัก
  4. ใช้เวลาในที่สาธารณะให้สั้นที่สุด เพื่อการอุปโภคบริโภค และกิจกรรมที่จำเป็นส่วนบุคคล
  5. ผู้ให้บริการทุกประเภทที่มีการสัมผัสร่างกายผู้รับบริการ เช่น การตัดผม การนวดผ่อนคลายเส้น ต้องใส่หน้ากากอนามัยโดยเคร่งครัด มีการล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังกิจกรรม ไม่ใช้สิ่งของร่วมกันระหว่างผู้รับบริการ สถานที่ให้บริการต้องมีระบบถ่ายเทอากาศที่ดีและมีแสงสว่างเพียงพอ และงดให้บริการกับผู้ที่มีอาการไข้หวัด
  6. ประชาชนที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ถ้าไข้ยังสูงลอยเกิน 48 ชั่วโมง หรือมีอาการหายใจเหนื่อยหรือหายใจติดขัด ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาว่าจะส่งตรวจการติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 แล้วมีอาการรุนแรงได้ง่าย คือ อายุเกิน 60 ปี อ้วนมาก มีโรคปอด โรคหัวใจ โรคไต และโรคตับเรื้อรัง หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  7. สามารถเดินทางไปมาระหว่างพื้นที่ได้ ยกเว้นการเดินทางเข้าออกพื้นที่ที่ยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่จะต้องมีมาตรการคัดกรองที่เข้มงวด

ทั้งนี้เมื่อเริ่มมีมาตรการการผ่อนคลายแล้ว หากเกิดมีการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อแล้วป่วยขั้นวิกฤต ประชาชนต้องเตรียมพร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามมาตรการที่เข้มงวดขึ้นตามลำดับ


Leave a comment

Your email address will not be published.


*