คนไข้…นักเขียน

นิธิพัฒน์ เจียรกุล

สิบกว่าปีก่อนผมได้มีโอกาสเป็นหมอเจ้าของไข้ผู้ป่วยรายหนึ่ง ทราบว่าเป็นนักเขียนชื่อดังระดับชาติที่ผมเคยอ่านผลงานมาตั้งแต่ยังวัยรุ่น เขามีปัญหาถุงลมปอดแตกอันเนื่องมาจากโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการสูบบุหรี่จัดในวัยหนุ่มและแผลเป็นของวัณโรคปอด แม้โรคจะดูน่ากลัวในสายตาคนทั่วไป สำหรับเขาแล้วมันเหมือนกับเป็นบทเรียนชีวิตอีกบทหนึ่งที่อาจหนักหนาไปกว่าที่เคยเผชิญมาในอดีตบ้าง ทำให้ดูเขาไม่ได้แสดงความทุกข์ทรมานอะไรออกมาให้เห็นมากมายนัก ออกจะไปในทางไม่ยี่หระกับมันเสียด้วยซ้ำ นี่ทำให้ผมและทีมพยาบาลดูแลเขาอย่างสบายใจ เราสนิทสนมกันนอกจากในฐานะแพทย์กับผู้ป่วยที่เกื้อกูลกันแล้ว ยังเป็นเหมือนกัลยาณมิตรต่างวัยที่ผมเรียกเขาว่าพี่ได้อย่างสนิทใจ

หลังจากใช้เวลาในโรงพยาบาลเกือบเดือน สภาพโรคเขาทุเลาจนเกือบกลับสู่ที่เดิม หลังออกจากโรงพยาบาลผมยังนัดติดตามดูแลรักษาต่อเนื่องเขาต่อเป็นระยะ ๆ และได้มีโอกาสให้คำแนะนำด้านสุขภาพในการล้มป่วยเบาบ้างหนักบ้างในครั้งต่อ ๆ มา จนเมื่อครั้งหนึ่งเขาได้ชักชวนให้ผมลองเขียนเรื่องประสบการณ์ดูแลคนไข้ที่มีชีวิตพื้นเพมาจากหลากหลายแหล่ง โดยเขาคอยให้คำแนะนำและให้ภรรยาช่วยเขียนข้อเสนอการแก้ไข แม้หลายเรื่องที่ผมเขียนขึ้นในครั้งนั้นจะไม่ได้ถูกนำไปเผยแพร่ที่ใด ผมยังเก็บต้นฉบับนั้นไว้ดูต่างหน้าเขามาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยตัวโรคถุงลมโป่งพองที่กัดกินร่างกายเขาไปเรื่อยตามวัย ยิ่งเมื่อถึงจุดที่สองเขาเริ่มเสื่อมด้วย ทำให้เขาต้องมารับการตรวจกับผมในสภาพที่นั่งรถเข็นและมีคนคอยดูแลใกล้ชิด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือเสียงหัวเราะและใบหน้าอารมณ์ดี พร้อมกับการชิงยกมือไหว้หมอที่อายุอ่อนกว่ามากได้ก่อนเสมอ พร้อมคำพูดที่ว่า “ผมไหว้วิชาและความเป็นหมอที่ดูแลผม” และผมไม่เคยเบื่อเลยที่เขาจะถามผมซ้ำ ๆ เสมอว่า มีลูกสาวกี่คน คนโตเรียนชั้นอะไรแล้ว คนเล็กอยู่ชั้นไหน ซึ่งผมได้เล่าให้กับลูกสาวทั้งสองคนฟังที่บ้านว่า ได้รู้จักนักเขียนคนหนึ่งในฐานะคนไข้ แต่เป็นคนไข้ที่ผูกพันกันเป็นพิเศษ เห็นได้จากหนังสือผลงานของเขาจำนวนมากพร้อมลายเซ็นต์ที่อยู่ในห้องอ่านหนังสือของผมที่บ้าน และที่ถือเป็นมงคลอย่างยิ่งคือ การเป็นหนึ่งในสามปูชนียบุคคลที่เขียนคำนิยมในหนังสือ “ตำราระบบการหายใจ” ที่ผมเป็นบรรณาธิการ

และแล้ววันหนึ่งที่ผมและเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็มาถึง  ขณะที่ผมประชุมอยู่ที่สัตหีบก็ได้รับโทรศัพท์จากภรรยาของเขาจากกาญจนบุรีเรื่องอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน เมื่อนำตัวมาถึงโรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่จึงพบว่าเกิดปัญหาถุงน้ำดีอักเสบและติดเชื้อในกระแสโลหิต ผมไปเยี่ยมในช่วงที่เริ่มฟื้นตัวบ้างแล้วแม้จะยังไม่พ้นขีดอันตรายดี เขายังลืมตาและยิ้มให้เหมือนเคย แต่คราวนี้ดูพลังชีวิตในแววตาคู่นั้นดูอ่อนล้าลงไปมาก ด้วยสภาพการทำงานของปอดที่ย่ำแย่ ในที่สุดแม้ผ่านนาทีวิกฤตตรงนั้นมาได้แต่เขาก็ต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยเครื่องพยุงชีวิตเต็มตัว ทั้งท่อเจาะคอเพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจสลับการหายใจเองเป็นช่วง ๆ สายยางให้อาหารทางจมูก สายระบายถุงน้ำดีทางหน้าท้อง สายสวนปัสสาวะ และช่องระบายอุจจาระผ่านทางหน้าท้อง ด้วยสภาวะทรัพยากรสุขภาพที่จำกัดและจำเป็นต้องใช้ไปกับผู้ป่วยอื่นที่มีโอกาสฟื้นตัวกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงกับปกติได้มากกว่า ในที่สุดเขาก็คล้ายถูกระบบการแพทย์ผลักดันกลาย ๆ ให้เป็นภาระของสมาชิกครอบครัวต้องรับไปดูแลต่อที่บ้าน แต่เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่หนักหนาเอาการสำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐานการดูแลคนไข้ติดเตียงมาก่อน ภรรยาจึงนำเขาไปฝากดูแลรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ผมยังมีโอกาสได้ช่วยสั่งยาให้เขาได้เอาไปใช้ที่นั่นอยู่อีกราวหนึ่งถึงสองครั้ง ในที่สุดก็มาถึงวาระสุดท้ายที่นักเขียนต้องจากหมอเจ้าของไข้ของเขาไปอย่างถาวร แต่ความทรงจำดี ๆ ระหว่างเรายังคงประทับในลิ้นชักพิเศษในส่วนลึกของสมองของผม ที่สามารถรื้อค้นมารำลึกถึงได้ทุกเมื่อ และจะเก็บรักษามันไว้เป็นอย่างดีไม่ให้มีวันสูญหาย


Leave a comment

Your email address will not be published.


*