บันทึกแนวคิดการรับมือโควิด-19 วันที่ 14 มีนาคม 2563

นิธิพัฒน์ เจียรกุล
นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
14 มีนาคม 2563 8.00 น 

ดูเหมือนรัฐบาลอังกฤษวางแผนรับมือโควิดคล้ายที่ส่วนหัวในบ้านเรากำลังดำเนินการ ด้วยการพยายามให้โรคกระจายไปแบบเรื่อย ๆ แค่พยายามคุมเพื่อให้คนเป็นกันแบบไม่รุนแรงมากพอควรจนเกิดภูมิคุ้มกันมาพอยับยั้งโรคตามธรรมชาติ

ซึ่งต่างจากผู้เชี่ยวชาญในไทยและต่างประเทศอีกหลายคนที่เห็นว่า เรายังจำเป็นต้องทำแบบนั้นโดยเคร่งครัด แต่ต้องควบคู่ไปกับการดำเนินการแบบใหม่ ด้วยการค้นหาผู้ป่วยรายให้ได้เร็ว รักษารายที่รุนแรงให้มีประสิทธิภาพ คือทำคล้ายเข้าเฟสสามจริงตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อตัดตอนการระบายจะได้ไม่เข้าเฟสสามรุนแรงและควบคุมโรคให้สงบเร็ว ซึ่งเห็นตัวอย่างแล้วจากประเทศซีกโลกตะวันออกเช่น จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ งานนี้ไม่ควรเดินตามก้นแนวคิดหลายประเทศในยุโรป รวมอเมริกาและองค์การอนามัยโลกด้วย ที่กำลังนำพาหลายประเทศเข้าสู่หายนะทางด้านสุขภาพและจะตามมาด้วยด้านเศรษฐิจ ปัจจุบันเรามีความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีสนับนุนดีกว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่มีโรคระบาดทำนองนี้ ไม่ควรใช้มุมมองแบบเดิมมาจัดการปัญหาปัจจุบัน เราต้องเปิดให้มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่รวดเร็วและกว้างขวาง (ซึ่งประเทศไทยมีคนเก่ง ๆ ด้านนี้อีกมากแต่ไม่ถูกใช้งาน) จัดหาและกระจายยาต้านไวรัสที่เชื่อว่าดีที่สุดออกไปให้เพียงพอ ดูแลคนทำงานด่านหน้าของเราให้ดีเต็มที่ไม่ปล่อยตามแต่ดิ้นรนกันเอง (รวมบุคลากรสายื่อที่มาร่วมงานกับเราอย่างแข็งขันด้วย เช่น กรณีผู้รับผิดชอบสนามบินสุวรรณภูมิน้อยใจจะลาออก และเจ้าหน้าที่ ตม. ที่ป่วยแล้วอย่างน้อยสองคน) เรามีต้นทุนคนไทยส่วนใหญ่ที่ใส่ใจร่วมมือกันในเรื่องโควิดนี้ดีอยู่แล้ว​ (เห็นได้จากการช่วยกันตามล่าไอ้โม่งฉวยโอกาสหาประโยชน์จากการกระจายหน้ากากอนามัย สนใจหาข้อมูลแหล่งการระบาดในประเทศเพื่อช่วยกันชะลอ โดยไม่รอผู้รับผิดชอบที่แจ้งช้าและแจ้งแบบกลัว ๆ กล้า ๆ)

ตอนนี้คงไม่ต้องเถียงกันว่ามันเข้าเฟสสามหรือยัง แต่ต้องตัดสินใจว่าเราจะยอมเข้าเฟสสามด้วยโลกทรรศน์เก่า หรือยถากรรม (ไม่ถึงขนาดนั้นจริง เปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าปล่อยแบบที่เคยทำสำเร็จมาในอดีต และปล่อยให้ผู้รับผิดชอบทำฝ่ายเดียว) หรือจะใช้โลกทรรศน์ใหม่ คือการรับผิดชอบร่วมกัน ที่สำคัญหมอ บุคลากรสาธารณสุข และนักวิทยาศาสตร์ไทยมีศักยภาพสูงและทุ่มเทไม่แพ้ชาติอื่นในโลกตะวันออก แถมมีแนวโน้มไม่ยอมไปเสียทั้งหมดให้กับพวกสั่งการจากข้างบนแบบไม่ดูตาม้าตาเรือและไม่ยืนอยู่บนข้อมูลศักยภาพที่เป็นจริง

ตอนนี้ส่วนหัวยังไม่ยอมกระดิกแม้หางจะส่ายรอเต็มที่แล้ว มาติดตามดูกันว่าแนวคิดในการบริหารจัดการวิกฤตสุขภาพครั้งสำคัญในประเทศไทยแบบไหนจะดีกว่ากัน


Leave a comment

Your email address will not be published.


*