เตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้า…ปอดอักเสบถึงตาย

นิธิพัฒน์  เจียรกุล
นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention, CDC) ได้ออกมาเตือนประชาชนและหน่วยงานรัฐให้ระวังภัยจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยพบผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วมีอาการคล้ายปอดอักเสบติดเชื้อแต่ไม่พบเชื้อก่อโรค บางรายมีอาการรุนแรงจนเกิดการหายใจล้มเหลวต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และมีส่วนน้อยที่คุกคามจนถึงขั้นเสียชีวิต 

จนถึงวันที่ 11 ก.ย. 2562 ตรวจพบผู้ป่วยทั้งหมด 380 ราย กระจายใน 36 รัฐทั่วอเมริกา เสียชีวิตแล้ว 6 ราย ทุกรายมีประวัติสูบบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนใหญ่ใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของนิโคตินและสารสกัด THC จากกัญชา ส่วนน้อยใช้น้ำยานิโคตินอย่างเดียว ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าส่วนประกอบใดในบุหรี่ไฟฟ้าที่เป็นต้นเหตุ แต่ทว่า CDC ได้เตือนให้คนอเมริกันยุติการใช้บุหรี่ไฟฟ้าไปก่อน จนกว่าผลการสอบสวนจะชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ผู้ใหญ่ที่เพิ่งพ้นวัยรุ่น และสตรีมีครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ CDC ได้กำหนดนิยามในเชิงระบาดวิทยา สำหรับ “โรคปอดจากบุหรี่ไฟฟ้า” เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขช่วยกันค้นหาและรายงานโรคเพิ่มเติม ดังนี้

นิยามโรคเกณฑ์ที่ใช้
ยืนยัน

มีประวัติสูบบุหรี่ไฟฟ้า และ 

ตรวจพบ pulmonary infiltrates/opacities จาก chest x-ray
หรือพบ ground-glass opacities (GGO) จาก chest CT scan และ

ตรวจไม่พบ respiratory virus panel รวมไข้หวัดใหญ่ รวมถึงเชื้อแบคทีเรียก่อโรคปอดอักเสบจากสิ่งส่งตรวจทุกชนิด
รวมถึงเชื้อก่อโรคฉวยโอกาสกรณีผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี และ

ไม่เป็นโรคอื่นที่มีลักษณะทางคลินิกคล้ายปอดอักเสบ เช่น โรคออโตอิมมูน
หรือ โรคมะเร็ง เป็นต้น

อยู่ในข่าย

เช่นเดียวกับกลุ่ม “ยืนยัน” 

พบเชื้อก่อโรคบางชนิดจากสิ่งส่งตรวจ แต่แพทย์พิจารณาแล้วว่าเชื้อนั้น
ไม่ได้เป็นสาเหตุทั้งหมดของการเกิดปอดอักเสบ หรือ

ผลการตรวจหาเชื้อก่อโรคไม่สมบูรณ์ทั้งหมด พบเชื้อบางชนิด แต่แพทย์พิจารณาแล้วว่าเชื้อนั้นไม่ได้เป็นสาเหตุทั้งหมดของ
การเกิดปอดอักเสบ และ

ไม่เป็นโรคอื่นที่มีลักษณะทางคลินิกคล้ายปอดอักเสบ เช่น โรคออโตอิมมูน หรือ โรคมะเร็ง เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยที่มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลายทั้งที่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย แม้จะยังไม่มีรายงาน “โรคปอดจากบุหรี่ไฟฟ้า” แต่ทุกฝ่ายไม่ควรละเลย และควรดำเนินการตามคำแนะนำของ CDC ไปก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจนในการสอบสวนโรคจากประเทศสหรัฐอเมริกา หรือมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากในประเทศไทยเราเอง


Leave a comment

Your email address will not be published.


*