อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของอายุรแพทย์โรคระบบการหายใจ

นิธิพัฒน์ เจียรกุล
นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
บรรยายในงาน Introduction to Pulmonary Medicine 2019

นับแต่การแพทย์แผนปัจจุบันก่อตัวขึ้นมาเมื่อหลานพันปีก่อน จารึกเกี่ยวกับอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจถูกบันทึกไว้ในสมัยของ Ibn al-Nafis (ค.ศ. 1213-1288) เชื้อชาติอาหรับ (คาดว่าน่าจะเป็นซีเรีย) เขาจบจากวิทยาลัยแพทย์ดามัสกัส เชี่ยวชาญวิชาแพทย์และกายวิภาคศาสตร์ เป็นผู้ค้นพบ pulmonary circulation, bronchovascular bundle, และ alveoli โดยมีความสามารถพิเศษอื่น คือ นิติศาสตร์ เทววิทยา และ วรรณคดี 

Robert Boyle (ค.ศ. 1627-1691) เป็นชาวไอริช จบการศึกษาจากวิทยาลัย Eton และ มหาวิทยาลัย Cambridge เชี่ยวชาญวิชาเคมีและฟิสิกส์ เป็นผู้ค้นพบความสัมพันธ์ผกผันระหว่างความดันสัมบูรณ์กับปริมาตรของก๊าซ (Boyle’s Law: P1V1 = P2V2) ความสนใจอื่น คือ ปรัชญา และ เทววิทยา ในบั้นปลายชีวิตได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการบรัทอีสต์อินเดีย

René Theophile Hyacinthe Laënnec (ค.ศ. 1781-1826) เป็นชาวฝรั่งเศส ฝึกฝนด้านการแพทย์จากหลายสำนัก เป็นผู้ประดิษฐ์ stethoscope โดยใช้กระดาษซ้อนกันหลายชั้นแล้วม้วนเป็นรูปทรงกระบอกใช้แนบกับลำตัวผู้ป่วยเพื่อฟังเสียงในร่างกาย เป็นผู้เรียกชื่อเสียงหายใจที่ผิดปกติ ได้แก่ rales, rhonchi, crepitance, egophony, และ Hamman’s crunch ความสนใจอื่น คือ ศาสนวิทยา และ สาธารณกุศล

Robert Heinrich Herman Koch (ค.ศ. 1843-1910) เป็นชาวเยอรมัน จบจากมหาวิทยาลัย GÖttingen เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา เป็นผู้ค้นพบเชื้อวัณโรคและเชื้อแอนแทรกซ์ และคิดค้น Koch’s four postulates สำหรับการศึกษาโรคระบาด ประกอบด้วย infection, isolation, inoculation, และ identification ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุขของเยอรมัน

William Osler (ค.ศ. 1849-1919) เป็นชาวแคนาดา จบจากมหาวิทยาลัย McGill เป็นผู้ค้นพบ Rendu-Osler-Weber disease และ Osler’s triad (pneumonia, endocarditis, meningitis) เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง, American Thoracic Society เป็นผู้แต่งหนังสือ “Principles and Practice of Medicine” นอกจากนี้ให้ความสนใจด้านแพทยศาสตร์ศึกษาเป็นพิเศษ โดยริเริ่ม residency training, formal journal club,  bedside clinical teaching, และ clinical clerkship ความสนใจอื่น คือ บรรณารักษ์ศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรรคดี และ อารมณ์ขัน เสียชีวิตจากปอดอักเสบคาดว่าน่าจะเป็น Spanish influenza

Wilhelm Conrad Röntgen (ค.ศ. 1845-1923) เป็นชาวเยอรมัน จบจากมหาวิทยาลัย Zurich เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์และวิศวกรรมศาสตร์ เป็นผู้ค้นพบรังสีเอกซ์ และได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบนี้ แต่เขาอุทิศเงินรางวัลที่ได้ให้กับมหาวิทยาลัยที่เขาทำงานอยู่เพื่อใช้เป็นเงินทุนวิจัย อีกทั้งปฏิเสธการจดลิขสิทธิ์เพราะต้องการให้เป็นสาธารณสมบัติของมนุษยชาติ จนเขาต้องใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างกระเบียดกระเสียน

สมเด็จพระบรมราชชนก เจ้าฟ้ามหิดล อดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร (พ.ศ. 2435-2472) จบจากโรงเรียนแพทย์ Harvard เป็นผู้แทนฝ่ายไทยร่วมกับผู้แทนจากมูลนิธิ Rockefeller เพื่อพัฒนาระบบการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทยในขณะนั้น ทรงเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาโรงเรียนราชแพทยาลัย และปฏิบัติงานเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคในเชียงใหม่ ทรงนิพนธ์บทความเรื่อง “วัณโรค” เพื่อชี้นำสังคมและประชาชนให้สนใจโรคติดเชื้อนี้ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขทสำคัญในขณะนั้น พระราชโอรสองค์เล็กของท่านที่ขึ้นครองราชย์เป็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของทั้งสมาคมปราบวัณโรคและสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย

ประเสริฐ กังสดาลย์ (พ.ศ. 2447-2505) นับเป็นผู้บุกเบิกอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจคนสำคัญของประเทศไทย จบจากโรงเรียนแพทย์ Edinburgh ได้คิดค้นการรักษาวัณโรคในยุคที่ยังไม่มียาต้านวัณโรคใช้กันแพร่หลาย ได้แก่ การทำ artificial pneumothorax การรักษาด้วยน้ำมันกระเบา สารหนู เกลือทอง และ เกลือไอโอไดด์ เป็นประธานคนแรกของ Thai Chapter, American  College of Chest Physicians (ACCP) ในปีพ.ศ. 2500 และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยในปีพ.ศ. 2505 มีผลงานวิชาการเรื่อง “Reversion and Reconversion Rate of Tuberculin Skin Reactions in Correlation with the Use of Prednisone” ตีพิมพ์ในวารสาร “Chest” ในปี พ.ศ. 2503

หลังจากได้มีสมาคมแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและมีกิจกรรมจนเป็นที่ประจักษ์ ในปีพ.ศ. 2534 จึงเริ่มเปิดการฝึกอบรมเพื่อวุฒิบัตรอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต ภายใต้การกำกับดูแลของแพทยสภาและราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ในภายหลัง จากนั้นในปีพ.ศ. 2547 ได้เปลี่ยนชื่อวุฒิบัตรเป็นอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตระบบการหายใจ

และในปี พ.ศ. 2564 นี้จะมีการปรับหลักสูตรครั้งสำคัญให้เป็นไปตามมาตรฐานของ World Federation of Medical Education (WFME) ซึ่งมีคุณค่าหลัก 3 ประการ คือ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าผู้ที่ได้รับวุฒิบัตรจะ

  1. ได้รับการฝึกอบรมอย่างครบถ้วนและรอบด้าน โดยมีการฝึกอบรม respiratory critical care อย่างน้อย 6 เดือน, sleep medicine อย่างน้อย 4 เดือน, และ respiratory procedure อย่างน้อย 3 เดือน
  2. บรรลุสมรระถนะทางวิชาชีพตามเป้าประสงค์ โดยประเมินจาก entrustable professional activity (EPA)
  3. มีการพัฒนาทักษะทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระหว่างการฝึกอบรมและภายหลังสำเร็จการฝึกอบรม (continuous professional development, CPD)

ทั้งนี้ในระหว่างการฝึกอบรมจะได้รับการถ่ายทอดการเสริมสร้างอัตลักษณ์แห่งวิชาชีพ (professional identity formation) โดยการทำให้ตระหนักและแสดงให้เห็นวัตรปฏิบัติของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ด้วยการบูรณาการทั้งด้านความรู้ ทักษะ คุณค่า และมาตรฐานแห่งวิชาชีพ โดยอาศัยกระบวนการ mentorship, self-reflection and experiences that affirm the best practices, traditions, และ ethics

นอกจากนี้เวชปฏิบัติในอนาคตจะต้องมุ่งเน้นไปที่  High Value Care (HVC) ที่มุ่งหวังจะยกระดับภาวะสุขภาพ หลีกเลี่ยงการก่อภยันตราย และ ขจัดเวชปฏิบัติที่ไม่จำเป็นและสิ้นเปลือง โดยองค์กรแพทย์ต่างๆ จะต้องร่วมกันในการให้การศึกษา ให้คำแนะนำ และจัดหาทรัพยากรการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรสุขภาพที่มีจำกัดอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม

อย่างไรก็ตามในเวลาอันใกล้นี้เราจะต้องเตรียมปรับเวชปฏิบัติให้สอดคล้องกับพัฒนาการของ artificial intelligence (AI) องค์ความรู้แห่ง postgenomic era และ สังคมผู้สูงวัย โดยคาดหวังให้อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจแห่งอนาคตมีคุณสมบัติพึงประสงค์ 7 ประการ (DECLARE) คือ

  1. Discipline คือ ความมีวินัย
  2. Enthusiasmคือ มีความกระตือรือร้น
  3. Competence คือ มีความรู้ความสามารถ
  4. Legitimacy คือ ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรมทางการแพทย์ และกฏระเบียบของสมาคมแพทย์ 
  5. Altruism คือ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
  6. Resilience คือ การเผชิญอุปสรรคอย่างมีสติ
  7. Empathy คือ การใส่ใจในความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติ รวมทั้งเพื่อนร่วมงาน

Leave a comment

Your email address will not be published.


*